รีวิว ตะลุยเดินป่าบ้านจ่าโบ่ นอนโฮมสเตย์ ปางมะผ้า จ.เเม่ฮ่องสอน

ถ้าหากพูดถึงเเม่ฮ่องสอน ทุกคนคงจะเคยได้ยินชื่อร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขาบ้านจ่าโบ่กันเป็นอย่างดี นอกจากที่นี่จะโด่งดังเเล้ว ยังมีที่พัก โฮมสเตย์ของชาวบ้านชาวลาหู่ เเละมูเซอดำให้นักท่องเที่ยวได้มาเเวะพักอาศัย เเต่ครั้งนี้เราจะพาทุกคนไปตะลุยเดินป่า ดูหมูหลังเขา เยี่ยมชมถ้ำผีเเมนในช่วงฤดูฝนของเดือนมิถุนายนที่บ้านจ่าโบ่กัน

การเดินทางจากเชียงใหม่มาบ้านจ่าโบ่ ปางมะผ้า

การเดินทางมายังบ้านจ่าโบ่ ปางมะผ้า จังหวัดเเม่ฮ่องสอน สำหรับคนที่มีรถเเละไม่มีรถก็สามารถเดินทางมาได้ ตามรายละเอียดด้านล่างนี้เลยจ้า

  • ใช้บริการรถตู้เปรมประชา ซื้อตั๋วได้ที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร อาเขต 2 เเจ้งกับคนขายตั๋วลงที่เเม่ละนา อำเภอปางมะผ้า​ หลังจากนั้นโทรให้ทางที่พักบ้านจ่าโบ่ที่เราได้จองไว้ให้มารับ
  • เดินทางโดยรถส่วนตัว เส้นทางหลวงหมายเลข 1095 จากจังหวัดเชียงใหม่ อำเภอแม่แตง อำเภอแม่ริม ผ่านอำเภอปาย อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระยะทางโดยประมาณ 179  กิโลเมตร
เดินป่าบ้านจ่าโบ่
เดินป่าบ้านจ่าโบ่

ก่อนการเดินทางมาที่นี่ก็ไม่ได้วางเเผนอะไรกันล่วงหน้าเลยสักนิด อยู่ๆก็คิดกันเล่นๆ เอาว๊ะ!! มาเชียงใหม่เเล้ว เดินทางไปเเม่ฮ่องสอนอีกหน่อยจะเป็นไรไป ตัดสินใจได้ก็ขับรถกันมาเลย ต้องบอกก่อนเลยว่าเรามาเเม่ฮ่องสอนหลายครั้งละ เเต่การเดินทางมาบ้านจ่าโบ่ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่2 ของเรา

ตอนเเรกก็เเอบๆคิดมาครั้งนี้ เราจะทำกิจกรรมอะไรกันดีนะ?
เดินขึ้นภูผาหมอกก็ไปมาเเล้ว ร้านก๋วยเตี๋ยวก็เคยไปนั่งห้อยขาเเล้ว เดินเล่นรอบๆหมู่บ้านก็ทำมาเเล้ว
เลยตัดสินใจโทรถามคุณพีช เจ้าของที่พักลานกางเด็นท์จ่าทอ โฮมสเตย์บ้านจ่าโบ่
คุณพีชเลยเเนะนำให้ลองทำกิจกรรมเดินป่าดูวิถีชีวิตชาวบ้านมูเซอดำ เเละเยี่ยมชมถ้ำผีเเมน
ทางเราก็รีบตอบรับเเบบไม่รีรอเลย เพราะสไตล์ขาลุยเเบบกลุ่มเรา ชอบสุด คือการเดินป่า ตากเเดด
จนตอนนี้เที่ยวไปเรื่อยจนผิวขาวๆไม่ได้ไหม้นะ เเต่เกรียมเลยจ้า
ที่พักที่บ้านจ่าโบ่ของเราในครั้งนี้คือ โฮมสเตย์พ่อจ่าไคเเซ ซึ่งเป็นที่พักของพ่อคุณพีชนั่นเอง
ได้ที่พักเเล้วก็เข้าไปเก็บข้าวของกันก่อนเลย ค่าที่พักโฮมสเตย์ คนละ 300 พร้อมอาหารเย็น

ไกด์นำทาง พ่อจ่าไคเเซ
ไกด์นำทาง พ่อจ่าไคเเซ

หลังจากเก็บข้าวของ นั่งพักเหนื่อยกันเเล้ว ก็ได้เวลาออกเดินทางเข้าป่ากัน
การเดินป่าต้องมีคนในพื้นที่เป็นไกด์นำทาง ไกด์ของเราในวันนี้ก็คือ พ่อจ่าไคเเซเเละน้องชายของเเฟนคุณพีช
ค่าใช้จ่ายในการเดินป่าบ้านจ่าโบ่ คนละ350บาทค่ะ ถ้าอยากทานอาหารในป่าด้วยคนละ 450 บาท
น้ำดื่มเราไม่ต้องนำไปนะ เพราะทางไกด์เขาจะเป็นคนเตรียมให้เราเอง
เเค่พาใจเเละตัวเดินเข้าป่าไปเเค่นั้นเอง มาดูกันว่าเดินป่าจะชิลจริงๆหรือเปล่า

เราเริ่มออกเดินทางจากโฮมสเตย์ของพ่อจ่าไคเเซ
ผ่านร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขาจ่าโบ่ เเละเริ่มเดินขึ้นเนินไปทางลานกางเต็นท์จ่าทอกัน
ตัดเข้ามาก็เริ่มเข้าสู่ป่ารก ย้ำว่าป่ารก555++
ใครใส่ขาสั้นมาเดิน ระวังหญ้าจะบาดเเข้งขาได้นะเออ
เดินตามพ่อจ่าไคเเซไปตามทางเรื่อยๆ เพื่อนๆเเละเราก็เริ่มมีอาการเหนื่อยหอบ
ฮัลโหล!!! ออกกำลังกายกันบ้างไหมเนี๊ย
เดินไปได้ยังไม่ไกลเท่าไหร่ คนนำทางก็ให้พวกเราหยุดพัก
เพื่อที่จะตัดไม้ไผ่ในป่าเอามาทำเป็นไม้เท้าในการค้ำเดิน
สามารถช่วยกันเหนื่อยได้ เเต่เพื่อนบอกว่า ตกลงมันช่วยหรือมันไม่ได้ช่วยเนี๊ย หนักจังเลย555 บ่นกันเข้าไป
เพราะจากที่เราบอกว่าจะพามาเดินช่วงหน้าฝน คิดดูค่ะทุกคน สภาพอากาศไม่มีฝนตกลงมาสักนิ๊ด
เเดดเปรี้ยงเชียว ร้อนเเบบวัวตายควายล้มมาก อ่ะชอบกันใช่ไหม เดินต่อไป

เดินไปเรื่อย เรื่อย ก็ไปจ๊ะเอ๋กับชาวบ้านที่เขามาหาของป่า เเละทำไร่ทำสวนอยู่หลังเขาที่นี่
มีรถมอเตอร์ไซต์ขี่เข้ามาถึงด้วยนะ “ได้เเต่คิดเเล้วก็สงสัย” เพลงพี่ปั๊บโปเตโต้ก็มา
ชาวบ้านขี่เข้ามาทางไหนกัน ขี่มาได้ยังไงอ่ะ?
นี่ขนาดเดินเข้ามายังทุลักทุเล สะดุดเเล้วสะดุดอีก หน้าเกือบคะมำลงไปที่พื้นดิน

ไปค่ะ ไม่ได้ไปต่อนะ เเต่ไปพักกันต่อ555 เดินกันไปยังไม่ทันถึงไหนก็พักกันอีกเเล้ว
ดูสภาพเเต่ละคน เพลงพี่ปั๊บเริ่มเข้ามาอีกละ
“มันดีแค่ไหนกันที่เราได้ร่วมทาง จนถึงวันนี้ก็เนิ่นนาน ทำถูกแล้วที่เธอเลือกเขา และทิ้งฉันไว้ตรงกลางทาง”
อยากทิ้งตัวลงนอนลงกลางทางมากทุ๊กคน เหงื่อออกชนิดที่ท่วมตัวเลยก็ว่าได้ เเดดเมืองไทยอะไรจะขนาดนี้
พ่อจ่าไคเเซที่เป็นคนนำทาง เริ่มเห็นว่าทุกคนดูท่าทางมีอาการเหนื่อยมาก
เลยหยิบบางสิ่งบางอย่างออกมาจากกระเป๋าโดเรเม่อน
นั่นก็คือ น้ำตาลปี๊บ ใช่ค่ะ น้ำตาลปี๊บ ฟังกันไม่ผิดใช่ไหม เเล้วจะกินทำไมอ่า
นอกจากน้ำที่พกพามาเเล้ว น้ำตาลปิ๊บก็ช่วยลดอาการของร่างกายที่เหนื่อยอ่อนล้า
ทำให้มีเเรงกระปรี้กระเปร่าในการเดินป่าต่อไป หุย!! เนี๊ยเเหละ มาเดินป่ายังได้ความรู้กลับไปอีก

ออกเดินทางกันต่อ เดินเข้ามาไกลได้ช่วงนึง ก็ได้เจอกับพื้นที่ไร่ข้าวโพด กระท่อมสำหรับพักเหนื่อยจากการทำงาน
เเละพืชพันธุ์อื่นๆของชาวบ้านมูเซอดำที่ถูกเก็บเกี่ยวไปหมดเเล้ว
เเต่ความพิเศษของสถานที่ป่าหลังเขาของหมู่บ้านจ่าโบ่ เเม่เจ้าโว๊ย มันสวยมาก
เพราะหลังจากที่เราหลุดออกจาป่ารกมาได้สักระยะ เเล้วมาเจอพื้นที่สวยๆที่มีพื้นหญ้าสีเขียวรอบๆ
เเถมยังมีภูเขาที่เห็นได้เเต่ไกล เห้ย!!! อย่างกับอยู่สวิตเซอร์เเลนด์
ไม่น่าเชื่อว่าเมืองไทยจะมีที่เดินป่าที่เเละธรรมชาติที่สวยงามได้ขนาดนี้
ถึงจะเหนื่อย เจอเเดดร้อนๆ เเต่ก็คุ้มค่ามาก

เเต่คนที่เดินเก่งเเละไม่เหนื่อยเลยคือ พ่อจ่าไคเเซ ไกด์นำทางของเรานั่นเอง เรายอมรับเลยว่าพ่อยังเเข็งเเรงมากๆ
เเล้วก็เดินได้เร็วด้วย ไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อย ดูพวกเรายังอยู่ปลายเเถวอยู่เลย เห็นไหมคะ พ่อมายืนตั้งท่ารอเเล้ว

เเต่มันก็จะมีบางช่วงที่หน้าดินถูกเกลี่ยออกไปเเล้วกลายเป็นพื้นดินสีเเดงบวกกับพื้นหญ้าสีเขียวที่อยู่ใกล้ๆกัน

ชาวบ้านมูเซอดำเลี้ยงหมูหลังเขา
ชาวบ้านมูเซอดำเลี้ยงหมูหลังเขา

จุดหมายปลายทางของเราที่กำลังจะเดินต่อไปคือ ไปดูวิถีชีวิตของชาวบ้านมูเซอดำที่เลี้ยงเล้าหมู อู๊ด อู๊ด ไว้ที่หลังเขา เเละมีชาวบ้านที่พักอาศัยอยู่ที่นี่คอยดูเเลเจ้าหมูน้อย นอกจากชาวบ้านจะมีอาชีพในการปลูกพืชไร่ข้าวโพดขาย เเต่คนที่นี่ก็ยังมีวิถีชีวิตตามธรรมชาติเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมูไว้เพื่อเป็นอาหารเเละยังเป็นอาชีพได้ด้วย อยู่กินเเบบบ้านๆ ไม่ต้องมีชีวิตหรูหรา หรือของเเพงๆก็ทำให้พวกเขามีความสุขได้เเล้ว บางครั้งการที่เราได้มาเรียนรู้ มาพบเจอมาสัมผัสประสบการณ์เเบบนี้ ทำให้เราได้ลองมองย้อนเเละคิดว่าชีวิตคนเราจะต้องการอะไรไปมากกว่าความสุขที่ตัวเองจะได้รับ มันคืออะไรกันเเน่ เราทำงานหนักไปเพื่ออะไรกัน เเล้วเรามีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่หรือเปล่า

ที่เราเห็นหมูตัวสีดำอยู่นั้น ชื่อก็ตามสีเลยค่ะ “หมูดำ” ชาวบ้านที่บ้านจ่าโบ่ชนเผาลาหู่แซเเละมูเซอดำ จะเลี้ยงไว้ใช้ในส่วนของพิธีกรรมเช่น​ แต่งงาน ทำบุญ​ เทศกาล​ปีใหม่​ เทศกาล​กินข้าว​ใหม่​ หรือเเม้กะทั่งเอาไว้ขายเลี้ยงดูครอบครัว ความพิเศษของหมูดำ ชาวบ้านจะเลี้ยงไว้ใต้ถุนบ้าน กิน นอน อยู่อาศัยใกล้ๆกับชาวบ้านเลย ซึ่งหมู่บ้านที่นี่เป็นการเลี้ยงหมูไว้หลังเขา กว่าจะเดินมาถึงก็ไกลใช้ได้เลย

ชาวบ้านมูเซอดำ เลี้ยงหมูดำ
ชาวบ้านมูเซอดำ เลี้ยงหมูดำ

เเต่ชาวบ้านมูเซอดำที่นี่น่ารักค่ะ ก่อนออกเดินทางกันต่อ เราเลยขอถ่ายรูปกับคุณลุงเยอะมาก เเกก็ยิ้มรับกล้องตลอด พูดคุย อัธยาศัยดี

วิวหลังเขาหมู่บ้านมูเซอดำ
วิวหลังเขาหมู่บ้านมูเซอดำ

จุดหมายต่อไปของเราก็คือ เดินไปดูถ้ำผีเเมนกัน ซึ่งระยะทางก็ไกลออกไปอีกพอสมควร
เป้าหมายของเราไม่ได้อยู่ที่ปลายทางอย่างเดียว เเต่ระหว่างทางมันมีอะไรให้เราได้เก็บเกี่ยวอีกมากมาย
อย่างวิวสองข้างทางที่พวกเราเดินไป มีทั้งน้องวัวที่กินหญ้าอยู่กลางทุ่งกว้าง บางตัวก็หลง ร้องหาเเม่
บวกกับท้องฟ้า ทุ่งหญ้าสีเขียว ลมพัดผ่านมาประปราย มันก็ทำให้ใจรู้สึกดีจากเเดดที่เเผดเผาลงมาบ้างเเล้ว

มาถึงอีกหนึ่งจุดเเวะพัก อะไรนะพักอีกเเล้ว!! ดูพักบ่อยไปนะ555 เเต่จุดพักตรงนี้เป็นจุดไฮไลค์ของวิวเบื้องหน้าที่วิวสวยมากๆ
อยากเอาเสื่อมาปูเล่นละนอนรับลมเลยก็ว่าได้ เเถมมุมถ่ายรูปกลางป่าเขา โครตเยอะ ใครมาที่บ้านจ่าโบ่เเล้วไม่มาที่นี่ถือว่าพลาดมาก

รูปหมู่กับพ่อจ่าไคเเซ
รูปหมู่กับพ่อจ่าไคเเซ

รูปที่เรามาเเล้วอยากถ่ายเก็บไว้อีกหนึ่งรูปคือ รูปหมู่กับพ่อจ่าไคเเซ เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเราเคยเดินมาเที่ยวป่ากับคนที่เป็นผู้เฒ่าผู้เเก่ของหมู่บ้านจ่าโบ่ คนนำทางที่มีความเเข็งเเกร่งเเละเเข็งเเรง คนที่ให้ความรู้ดีๆกับเราในทริปนี้

ไปค่ะตามพ่อกันไปต่อ ระยะทางที่เดินไปถ้ำผีเเมนมีทั้งทางเรียบ เเละก็ชัน น้ำที่พกมาก็ดื่มดับกระหายความร้อนเกือบไปเเทบหมดเเล้ว
ในใจของเราเเละเพื่อนก็คงได้เเต่ตั้งคำถาม ไกลแค่ไหนคือใกล้ เพลงมาอีกเเล้วจ้า พี่Getsunova ช่วยตอบที!!!

โหย!!! ขอทำใจกับทางเดินขึ้นเนินหน่อย ทำไมมันชันขนาดนั้น ยอมให้พ่อผู้นำทางของเราเลย เดินเเบบได้สุดจริงๆ

ในที่สุดก็ถึงจุดหมายปลายทางของถ้ำผีเเมนเเล้วทุกคน ก่อนขึ้นไปก็เเวะพักดื่มน้ำกันก่อน กว่าจะเดินมาถึง เหนื่อยเเละหอบมาก

ทางเดินขึ้นถ้ำผีเเมน
ทางเดินขึ้นถ้ำผีเเมน

ทางเดินขึ้นถ้ำผีเเมนเป็นราวขั้นบันไดไม้ มีความชันเเละสูงมาก เเต่ค่อนข้างทรุดโทรมเเล้ว
ใครมาเยี่ยมชมที่นี่เดินขึ้นอย่างระมัดระวังนะจ๊ะ
ถ้าพลาดท่าตกเนี๊ย เกิดอันตรายกับชีวิตได้เลย
กว่าจะเดินขึ้นมาเเละเข้ามาในถ้ำค่อนข้างลำบากอยู่พอสมควร

ถ้ำผีเเมน
ถ้ำผีเเมน

เมื่อเดินเข้ามาเราก็จะได้เจอกับโลงศพของผีเเมน ที่มีลักษณะเป็นไม้เนื้อเเข็ง ผ่าครึ่งเเละขุนเอาไม้เนื้อตรงกลางออก ส่วนปลายก็ทำเป็นเดือยเพื่อวางบนเสาไม้ ซึ่งมีอายุมามากกว่า2,000 ปีเเล้วค่ะทุกคน ตามคำเล่าขานของชาวบ้านมีอยู่ว่า โลงศพที่เราเห็นผีเเมนเป็นคนนำมาไว้ในถ้ำที่นี่ เพื่อใช้เก็บเข้าของเครื่องใช้เเละเป็นที่เก็บศพ โอ่โห!!! เป็นเรื่องเเปลกสุดจริงๆ เเต่ถ้าลองนึกดูตามหลักวิทยาศาสตร์ คนสมัยก่อนเป็นคนทำโลงศพนี้ขึ้นมา ต้องเเบกไม้ทั้งต้นเลยนะ เพื่อที่จะเอาขึ้นมาวางไว้ในถ้ำ คือลองนึกภาพดูชันก็ชัน สูงก็สูง เเถมเป็นถ้ำอีกเอาขึ้นมาได้อย่างไรกัน ถ้าหากใครอยากฟังเรื่องเล่าหรือประวัติความเป็นมาก็ต้องมาลองสัมผัสเองนะจ๊ะ

เสร็จจากดูถ้ำผีเเมนเเล้ว ก็ได้เวลาเดินทางกลับไปยังโฮมเสตย์ เพื่ออาบน้ำเเละทานข้าวที่ทางโฮมสเตย์ได้เตรียมเอาไว้ให้

เสร็จภารกิจเเล้วจ้า
เสร็จภารกิจเเล้วจ้า
โฮมสเตย์พ่อจ่าไคเเซ
โฮมสเตย์พ่อจ่าไคเเซ

กลับมาถึงโฮมสเตย์ของเรากันเเล้ว นั่งพักเอาเเรงจากการเดินป่า
เดินป่าหน้าร้อนชัดๆ ฝนหายไปไหนหมด เตรียมใจมาเปียกนะเนี๊ย
กับข้าวของที่นี่จะมีอาหารพื้นเมืองด้วย หิวๆก็อร่อยเหาะไปเลย
เสร็จจากทานข้าวก็มานั่งนอนดูดาว ที่ลานนั่งเล่นของโฮมสเตย์
คืนนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่ง เต็มไปด้วยดาวทั่วท้องฟ้า
รอช้าอยู่ไย หยิบเอากล้องขึ้นมาถ่ายรูปคู่กับทางช้างเผือก
ใครอยากได้รูปสวยๆคู่กับทางช้างเผือกเเบบนี้
ต้องเลือกเดินทางมาให้ถูกช่วงเวลาด้วยนะ
ตั้งเเต่เดือนมากราคมถึงเดือนพฤศจิกายน เป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับการดูดาว
ถ้าอยาเห็นทางช้างเผือกเเบบสวยสุด เเนะนำเดือนกรกฎาคม สามารถถ่ายได้เกือบทั้งเดือน

ทางช้างเผือก (Milky Way)
ทางช้างเผือก (Milky Way)
ทางช้างเผือกบ้านจ่าโบ่
ทางช้างเผือกบ้านจ่าโบ่

มาบ้านจ่าโบ่ ปางมะผ้า จังหวัดเเม่ฮ่องสอนครั้งนี้ คิดว่าไม่ผิดหวังเลย นอกจากนอนโฮมสเตย์ดูดาว ก็ยังได้ทำกิจกรรมอะไรตั้งหลายอย่าง ไม่ว่าจะตลุยเดินป่า ถ่ายรูปกับวิวป่าเขาที่มีความสวยงามตามธรรมชาติ ดูหมูหลังเขาสไตล์วิถีชาวบ้านมูเซอดำ เเถมยังได้ไปเยี่ยมศึกษาถ้าผีเเมนที่เป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของคนสมัยยุคก่อนอีก อยากให้ทุกคนมาลองสัมผัส เเละหวังว่าทุกคนที่เดินทางมาที่บ้านจ่าโบ่จะมีความสุขกับวิถีการท่องเที่ยวเเละความเป็นอยู่ของชาวบ้าน

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *